Breaking News
You are here: Home » คลังสื่อ » บทความน่ารู้ » หลวงปู่พิบูลย์ อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี

หลวงปู่พิบูลย์ อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี

“หลวงปู่พิบูลย์นามลือเลื่อง เมืองโคมลม แหล่งอุดมปลาห้วยหลวง
โชติช่วงอารยธรรมโบราณ”  
อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี

หลวงปู่พิบูย์รักษ์

“หลวงปู่พิบูลย์นามลือเลื่อง เมืองโคมลม แหล่งอุดมปลาห้วยหลวง โชติช่วงอารยธรรมโบราณ” ข้อความดังกล่าวเป็นคำขวัญของ อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี อำเภอเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองอุดรธานี ห่างตัวจังหวัดไปประมาณ 51 กม. ซึ่งที่ อ.พิบูลย์รักษ์ นี้เองมีประเพณีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวอีสาน ที่มีการสืบทอดกันมานานจนกลายเป็นประเพณีท้องถิ่นไปแล้ว ชาวบ้านในท้องถิ่นนี้ยังคงถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาทุกๆ ปี ในช่วงเทศกาลวันออกพรรษาเดือน 11 คือ “ประเพณีปล่อยโคมลม และโคมไฟ” ชาวบ้านจะร่วมกันทำโคมลม และโคมไฟ ปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน ด้วยคติความเชื่อของชุมชนที่ว่าการปล่อยโคมลม และโคมไฟนั้น เป็นการส่งเหล่าเทวดาอารักษ์กลับขึ้นสู่สวรรค์ หลังจากได้ทำหน้าที่ลงมาช่วยปกปักษ์รักษาชาวบ้านให้รอดพ้นปลอดภัย จากเหตุเภทภัยจากพวกปีศาจในช่วงเข้าพรรษา และเป็นการปล่อยทุกข์โศก สิ่งอัปมงคลทั้งหลาย ให้ลอยไปกับโคมด้วย

ความเชื่อของชุมชนชาวบ้านที่ว่าในช่วงการเข้าพรรษา พระสงฆ์ต้องจำพรรษาอยู่เฉพาะแต่ในวัด ไม่สามารถออกธุดงค์โปรดสัตว์ไปในที่ต่างๆ ได้ จึงเป็นโอกาสให้ภูตผีปีศาจออกมาสร้างเหตุเภทภัย ให้กับชาวบ้านเป็นประจำทุกปี เทวาอารักษ์ที่สถิตอยู่บนสวรรค์ จึงลงมาปกปักษ์รักษาชาวบ้านในช่วงเข้าพรรษา ดังนั้นเมื่อถึงช่วงออกพรรษาชาวบ้านจึงมีการปล่อยโคมลม และโคมไฟ เพื่อเป็นการส่งเหล่าเทวดาเหล่านั้นกลับคืนสู่สวรรค์

นอกจากคติความเชื่อดังกล่าวนี้แล้ว ชาวบ้านในสมัยโบราณยังได้ใช้ประโยชน์จากโคมลม และโคมไฟในแง่ของการสื่อสารอีกทางหนึ่งด้วย โดยชาวบ้านจะเขียนใบฎีกาบอกบุญต่างๆ เช่น การทำบุญบูรณะซ่อมแซมวัดที่ชำรุดทรุดโทรม หรือการทำบุญในเทศกาลต่างๆ ผูกติดกับโคมดังกล่าว แล้วก็ปล่อยให้ลอยขึ้นท้องฟ้า เมื่อโคมลม และโคมไฟดังกล่าวลอยไปตกที่ใด ข่าวการบอกบุญก็จะแพร่กระจายไปถึงที่นั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นแขนงหนึ่ง เคยมีหลักฐานว่าโคมลม และโคมไฟ จากอ.พิบูลย์รักษ์ เคยลอยไปเป็นร้อยๆ กิโลเมตรไปตกที่ประเทศ สปป.ลาว และจังหวัดไกลๆ ส่วนความเป็นมาเป็นไปของประเพณีปล่อยโคมลม และโคมไฟ ที่อำเภอพิบูลย์รักษ์นั้น ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าประเพณีดังกล่าวมีมากันตั้งแต่เมื่อใด

ในอดีตได้มีการเล่าต่อสืบเนื่องต่อกันมาว่า เดิมอ.พิบูลย์รักษ์ เป็นเพียงชุมชนบ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อว่า “บ้านไทย” ก่อตั้งขึ้นมาโดย “หลวงปู่พิบูลย์” เมื่อประมาณ 100 ปี เศษมาแล้ว คือประมาณ พ.ศ.2443 โดยมีประวัติสืบต่อกันมาว่า “หลวงปู่พิบูลย์” เป็นพระภิกษุธุดงค์มาจากภูอาก ประเทศลาว และได้พบกับวัดร้างแห่งหนึ่งที่มีโบราณวัตถุเป็นแท่งศิลาแลง จึงได้ชักชวนชาวบ้านไทยที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ ห้วยหลวง มาช่วยกันบูรณะวัดแห่งนี้และได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดพระแท่น” ต่อมาหลวงปู่พิบูลย์ ได้ขอให้ชาวบ้านไทยอพยพจากที่ตั้งเดิมมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณใกล้วัดที่ช่วยกันบูรณะใหม่ และตั้งชื่อชุมชนแห่งใหม่นี้ว่า “บ้านแดง” โดยการปกครองขึ้นอยู่กับ อ.หนองหาน ต่อมาเมื่อชุมชนขยายมากขึ้นก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นตำบล กิ่งอำเภอ และเป็นอำเภอในที่สุด

ซึ่งหลวงปู่พิบูลย์องค์นี้แหละ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญให้ชาวบ้านในสมัยก่อนหันมาเล่นโคมลม โคมไฟ ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นโคมลมเพราะมีความปลอดภัยกว่าโคมไฟ ไม่ก่อความเสียหายให้กับข้าวในนา และชาวบ้าน โดยมีการเล่นปล่อยโคมลม โคมไฟกันมาโดยตลอด แต่เป็นเพียงกิจกรรมของชาวบ้านในชุมชนที่ร่วมกันจัดขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้เป็นกิจกรรมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

ต่อมาในปี พ.ศ.2536 ทางอ.พิบูลย์รักษ์ ร่วมกับจังหวัดได้ริเริ่มจัดงานการปล่อยโคมลม เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของภาคอีสาน จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2540 ประชาคม อ.พิบูลย์รักษ์ ได้หารือเพื่อหาเอกลักษณ์ของอำเภอพิบูลย์รักษ์ และมีมติว่าให้ใช้ประเพณีปล่อยโคมลมดังกล่าวเป็นเอกลักษณ์ของ อ.พิบูลย์รักษ์ เพื่อให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอีสาน สมควรที่จะต้องมีการอนุรักษ์และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักต่อไป

สำหรับลักษณะของ “โคม” แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ โคมลม และโคมไฟ โดยโคมลมนั้นก็ยังแบ่งออกเป็นหลายขนาด ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนทำ แต่โคมลมของอ.พิบูลย์รักษ์ ที่ทำกันให้เป็นเอกลักษณ์นั้น มีอยู่ 2 ขนาด คือ ขนาด 27 ลูกบาศก์เมตร และขนาด 125 ลูกบาศก์เมตร ส่วนที่ชาวบ้านทำกันขึ้นมาก็มีอีกส่วนหนึ่ง โคมดังกล่าวนั้นมีลักษณะคล้ายถุงลมขนาดใหญ่ที่ทำด้วยกระดาษแก้ว

วิธีการทำโคมนั้น ก็เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นอีกแขนงหนึ่ง ที่นำเอากระดาษแก้วมาปะติดและต่อกันจนกลายเป็นถุงลมขนาดใหญ่ตามความต้องการ สามารถลอยขึ้นไปในอากาศได้ เพราะใช้อากาศร้อนที่เกิดจากควันไฟอัดใส่เข้าไปทำให้เกิดการพยุงตัวโคมให้ลอยตัวขึ้นไปได้ ซึ่งจะใช้ปล่อยในเวลากลางวัน

ส่วนโคมไฟ จะมีขนาดเล็กกว่าโคมลม ซึ่งก็ทำจากกระดาษบางๆ เหมือนกัน แต่การทำให้ลอยตัวขึ้นไปได้นั้นต้องใช้ความร้อนจากไฟ ในสมัยโบราณชาวบ้านก็จะใช้ขี้ไต้สำหรับก่อไฟมัดติดกับภาชนะแขวนเอาไว้ใต้ตัวโครงโคม เพื่อให้เกิดอากาศร้อน และสามารถพยุงตัวโคมให้ลอยขึ้นได้ ซึ่งจะใช้ปล่อยในเวลากลางคืน
แต่เดิมชาวบ้านนิยมเล่นโคมไฟมากกว่าโคมลม เพราะมีขนาดเล็ก การปล่อยโคมไฟก็มีขั้นตอนไม่ยุ่งยากเหมือนโคมลม สามารถมองเห็นสวยงามในเวลากลางคืนเหมือนกับดวงดาวที่ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า แต่การเล่นโคมไฟแม้ว่าจะไม่ยุ่งยาก แต่ก็มีอันตราย เพราะเศษไฟจากขี้ไต้ที่เป็นเชื้อเพลิงเผาให้อากาศร้อนอาจจะยังไม่มอดก่อนที่โคมจะตกถึงพื้น หรือไฟได้ลุกไหม้ตัวโคมในขณะที่โคมกำลังลอยขึ้นไป ทำให้พื้นที่นาของชาวบ้านที่มีข้าวเหลืองเต็มพื้นที่อยู่ในช่วงดังกล่าวเกิดไฟไหม้ หรือเกิดไฟไหม้บ้านของชาวบ้านที่ก่อสร้างหลังคาจากหญ้าแฝกได้ ก่อความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ ปัจจุบันนี้มีการใช้วัสดุที่มีความคงทนถาวรมาทำเป็นโคมไฟกันมากขึ้น และใช้ปล่อยในเทศกาลงานต่างๆ มากขึ้น

นายนวล สารสอน ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.เขต 5 อุดรธานี กล่าวว่าขณะนี้ ททท.ได้เข้าไปให้การสนับสนุน เพื่อส่งเสริมผลักดันให้ “เทศกาลโคมลมพิบูลย์รักษ์” ได้รับการบรรจุเข้าไปอยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยว ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแล้ว เพราะเป็นประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าจะส่งเสริมอนุรักษ์กันเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เห็นและศึกษากัน หากปล่อยไปเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะสูญหายไป

พร้อมกันนี้ก็อยากที่จะให้ทางคณะกรรมการจัดงานดังกล่าว มีการขยายตัวการจัดงานให้ดูคึกคักและหลากหลายมากกว่าปัจจุบัน โดยในเบื้องต้นต้องมีการปรับปรุงป้ายบอกเส้นทางการเดินทางเข้าไปสู่ตัวงานให้มีความเด่นชัด และง่ายต่อความเข้าใจ ขั้นต่อไปอาจจะเชิญจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ภาคใต้ หรือภาคอื่นๆ ที่มีกิจการจัดงานโคม เช่น ในภาคเหนือก็มีการจัดโคมยี่เป็ง หรืออาจจะให้มีการเชิญประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง มาร่วมแสดงการปล่อยโคม เพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งของไทย และประเทศเหล่านั้นให้เดินทางเข้าไปชมเทศกาลดังกล่าว และพัฒนาเป็นการจัดงานระดับนานาชาติได้

อ้างอิง  :  http://www.baanmaha.com/community/thread1623.html

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*


+ 1 = 2

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Scroll To Top